วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563

ประวัติสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน

       

ประวัติสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน

                    สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม  อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต  ใกล้กรุงราชคฤห์  สมัยนั้นคนเป็นโรคเรื้อนผู้มีนามว่าสุปพุทธะ  เป็นคนจน  คนกำพร้า  คนขัดสน   สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคแวดล้อมด้วยบริษัทใหญ่  ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่  สุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน  เห็นหมู่มหาชนประชุมกันอยู่แต่ที่ไกล  ครั้นเห็นดังนั้น จึงคิดว่า  "เขาคงแบ่งของเคี้ยวของกินอย่างใดอย่างหนึ่งในที่นั้นบ้าง." สุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน  จึงเข้าไปหามหาชนกลุ่มนั้น ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคแวดล้อมด้วยบริษัทใหญ่ ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ ครั้นเห็นดังนั้น  จึงคิดว่า  "เขามิได้แบ่งของเคี้ยวของกินอย่างใดอย่างหนึ่งในที่นี้  พระสมณโคดมนี้กำลังแสดงธรรมในบริษัท. แม้ไฉน เราพึงฟังธรรม" จึงนั่งลง ณ ที่นั้น  ด้วยคิดว่า  เราจักฟังธรรม.
                        ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาดูบริษัททั้งปวงโดยรอบคอบ    ว่าใครในที่ประชุมนี้จะควรรู้แจ้งธรรมะ  ก็ได้ทรงเห็นสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน  ผู้นั่งอยู่ในบริษัทนั้น  ครั้นทรงเห็นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า   สุปพุทธะผู้นี้   ควรรู้แจ้งธรรมได้   จึงทรงปรารภสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน   แสดงอนุบุพพิกถา(ถ้อยคำที่กล่าวตามลำดับ)  คือทรงประกาศกล่าว  ว่าด้วยทาน. ศึล. โทษ  ความต่ำทราม  ความเศร้าหมองของกาม  และอานิสงส์ (ผลดี) ในการออกบวช.
                        เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า  สุปพุทธะ  ผู้เป็นโรคเรื้อน  เป็นผู้มีจิตอันควร  มีจิตอ่อน  มีจิตปราศจากนีวรณ์ (กิเลสที่กั้น) มีจิตมีอารมณ์สูง  จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา  ว่าด้วยทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด  ความดับทุกข์  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  ซึ่งเป็นพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงเปิดหงายขึ้นได้เอง. ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทินว่า   "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา"   ดังนี้   ได้เกิดขึ้นแก่สุปพุทธะ  ผู้เป็นโรคเรื้อน ณ ที่นั่งนั้นเอง   เสมือนหนึ่งผ้าอันบริสุทธิ์ปราศจากจุดด่างพร้อย  ควรรับน้ำย้อมด้วยดีฉะนั้น
                         ลำดับนั้น  สุปพุทธะ  ผู้เป็นโรคเรื้อน  ผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว  บรรลุแล้ว  รู้แจ้งแล้ว  หยั่งรู้ลงสู่ธรรม ก้าวล่วงความสงสัยแคลงใจได้แล้ว  ถึงความกล้าหาญไม่ต้องมีผู้อื่นเป็นปัจจัย (ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น) ในเรื่องคำสอนของพระศาสดา  ลุกขึ้นจากที่นั่ง  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ถวายบังคม  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนหนึ่งแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า  "ไพเราะนัก  พระเจ้าข้า ! ๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด ชี้ทางแก่คนหลงทาง ตามประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีตาจะได้เห็นรูป พระผู้มีพระภาคได้ทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอเนก  มีข้อเปรียบฉะนั้น.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  !  ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค  กับพระธรรม  และพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ  ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต."
                        ลำดับน้้น  สุปพุทธะ  ผู้เป็นโรคเรื้อน   อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจง  ชักชวน  ให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมมิกถา ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค  ลุกขึ้นจากอาสนะ  ถวายบังคม  ทำประทักษิณแล้วหลีกไป.  ต่อมาสุปพุทธะ  ผู้เป็นโรคเรื้อน  หลีกไปแล้วไม่ช้า  ก็ถูกโครุ่นขวิด  ถึงแก่ชีวิต.
                        ลำดับนั้น  ภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ถวายบังคม   นั่ง ณ  ที่ควรส่วนหนึ่งแล้วจึงกราบทูลว่า   "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คนเป็นโรคเรื้อน   ชื่อสุปพุทธะ  ผู้อันพระผู้มีพระภาคีทรงชี้แจงชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมิกถา นั้น ทำกาละเสียแล้ว สุปพุทธะนั้น มีคติความเป็นไปข้างหน้าเป็นอย่างไร ?" พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสิ้นกิเลสเครื่องผูกมัด ๓ ประการ" สุปพุทธะ  ผู้เป็นโรคเรื้อน  เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะได้ตรัสรู้ในเบี้องหน้า."
                          เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนั้น  ภิกษุรูปหนึ่ง  จึงกราบทูลถามว่า   "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  !  อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย  ให้สุปพุทธะ  ผู้เป็นโรคเรื้อน  เป็นคนจน เป็นคนกำพร้า เป็นคนขัดสน ?"  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องเคยมีมาแล้วในกาลก่อน สุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อนได้เป็นบุตรของเศรษฐีในกรุงราชคฤห์นี้.  เขาเดินทางไปสู่สนามในอุทยาน  ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่า  ตครสิขี กำลังเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตในพระนคร ครั้นเห็นก็คิดว่า "คนขี้เรื้อนอะไรนี่เที่ยวเดินอยู่" จึงถ่มน้ำลาย  แสดงอาการไม่เคารพหลีกไป.  ด้วยผลแห่งกรรมนั้น  เขาหมกไหม้ในนรกสิ้นปีเป็นอันมาก สิ้นร้อยปีเป็นอันมาก สิ้นพันปีเป็นอันมาก สิ้นแสนปีเป็นอันมาก." ด้วยผลอันเหลือแห่งกรรมนั้น เขาจึงได้เป็นคนยากจน เป็นคนกำพร้า เป็นคนขัดสนในกรุงราชคฤห์นี้. เขาอาศัยพระธรรมวินัยที่คถาคตประกาศแล้วจึงสมาทาน (ถือเอา) ศรัทธา (ความเชื่อ)  ศีล (ความรักษากายวาจาให้เรียบร้อย)  สุตะ (การสดับตรับฟัง) จาคะ (การสละกิเลส) ปัญญา (ความรอบรู้) ครั้นเขาอาศัยพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว สมาทานศรัทธา  จนถึงสมาทานปัญญาแล้ว   ภายหลังที่สิ้นชีวิตแล้ว  ก็เข้าถึงความเป็นสหายของเทพชั้นดาวดึงส์ ณ ที่นั้นเขาย่อมรุ่งเรืองเหนือเทพเหล่าอื่นโดยวรรณะ  โดยยศ."
                            ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว  จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า :
                              "เมื่อยังมีความเพียร   บัณฑิตพึงเว้นบาปทั้งหลายในชีวโลก (โลกแห่งสัตว์มีชีวิต) เหมือนคนมีตาดีเว้นทางไม่สม่ำเสมอฉะนั้น."
                                                                                                                อุทาน   ๒๕/๑๔๕
ขอบคุณหนังสือพระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พ.ยินดี
๘ มี.ค.๖๓

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เรื่องมานพผู้เกียจคร้าน/ดูดวงโคราช

 


              มีต้นเหตุมาว่า     พระติสสะเกียจคร้านเจริญสมณะธรรม    พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงเรื่องอดีตให้ฟังว่า       ในคร้้งก่อนโน้นมีอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่คนหนึ่งมีศิษย์ ๕๐๐ คน      อยู่ในเมืองตักกสิลาอยู่มาวันหนึ่งพวกศิษย์ได้พากันออกไปหาฟืนในป่า    มีศิษย์ผู้เกียจคร้านคนหนึ่ง   ไปนอนหลับอยู่ใต้ต้นกุ่มด้วยคิดว่านอนตื่นขึ้นจึงจะหาฟืน         พอตื่นขึ้นก็เห็นพวกเพื่อนได้ฟืนพอแล้วจึงรีบลุกขึ้นปีนต้นกุ่ม         เหนี่ยวกิ่งกุ่มกิ่งหนึ่งมาเต็มแรง      พอกิ่งกุ่มนั้นหักอึกข้างหนึ่งก็กระดกถูกตานั้นแตก      ก็กุมตาข้างหนึ่งลงจากต้นกุ่มวิ่งตามพวกเพื่อนไป         
เมื่อไปถึงอาจารย์ ๆ    ก็ติเตียนด้วยคำต้าง ๆ   แล้วกล่าวว่าผู้ใดทำสิ่งที่ควรทำก่อนในภายหลัง       ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนเหมือนกับมานพหักกิ่งกุ่มนี้        มาชาติสุดท้ายมานพนั้นก็ได้มาเกิดเป็นภิกษุองค์หนึ่งที่เกียจคร้านไม่ตั้งใจเจริญธรรมกับเพื่อนฝูง          พอเห็นเพื่อนฝูงได้สำเร็จธรรม            จึงพยายามเกินไปจนถึงกับยืนพิงกระดานหลับไปพอพลิกตัวก็ล้มลงกระดูกขาหักร้อนถึงเพื่อนฝูง      ส่วนอาจารย์ได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า        จบเรื่องมานพเกียจคร้านในกรุณาชาดก   เอกนิบาตเท่านี้
               ในเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า      ความเกียจคร้านไม่ดีเลย    ไม่ว่าเกียจคร้านทางไหนไม่ดีทั้งนั้น        แต่มีข้อควรจำอย่างยิ่งอยู่ว่า        สิ่งใดควรทำก่อนก็ต้องรีบทำเสียก่อน      อย่ารอทำทีหลัง

                                                     ด้วยความเคารพนำมาจากหนังสือพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ
                                                                                พ.ยินดี
                                                                   ดูดวงโคราชตำราพระอาทิตย์

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ท้าวสุรนารี/ดูดวงโคราช

 

ท้าวสุรนารี/โคราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทางไปยังการค้นหา
ท้าวสุรนารี
คุณหญิงโม
Thao Suranari Monument (I).jpg
อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ณ เทศบาลนครนครราชสีมา
เกิดพ.ศ. 2314
นครราชสีมา
เสียชีวิตพ.ศ. 2395 (81 ปี)
สัญชาติไทย
มีชื่อเสียงจากเชื่อว่าเป็นผู้นำกอบกู้นครราชสีมาในคราวกบฏเจ้าอนุวงศ์
คู่สมรสพระยาสุริยเดช
บิดามารดานายกิ่ม
นางบุญมา
ท้าวสุรนารี หรือ คุณหญิงโม (ต้นฉบับว่า ท่านผู้หญิงโม)[1] นิยมเรียกว่า ย่าโม (พ.ศ. 2314 — พ.ศ. 2395) เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวีรสตรีมีส่วนกอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพเจ้าอนุวงศ์ พระมหากษัตริย์เวียงจันทน์ เมื่อปี พ.ศ. 2369 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังคุณหญิงโมได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นท้าวสุรนารี[1]

ประวัติ[แก้]

ท้าวสุรนารี มีนามเดิมว่า "โม" (แปลว่า ใหญ่มาก) หรือท้าวมะโหโรง[1] เป็นชาวเมืองนครราชสีมาโดยกำเนิด เกิดเมื่อปีระกา พ.ศ. 2314 มีนิวาสสถานอยู่ ณ บ้านตรงกันข้ามกับวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ทางทิศใต้ของเมืองนครราชสีมา[2] เป็นธิดาของนายกิ่มและนางบุญมา มีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ แป้นาผล ไม่มีสามี จึงอยู่ด้วยกันจนวายชนม์ มีน้องชายหนึ่งคน ชื่อ จุก (ภายหลังได้เป็นเจ้าเมืองพนมซร็อก ต่อมามีการอพยพชาวเมืองพนมซร็อกมาอยู่ริมคูเมืองนครราชสีมาด้านใต้ จึงเอาชื่อเมืองพนมซร็อกมาตั้งชื่อ บ้านพนมศรก ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็นบ้านสก อยู่หลังสถานีรถไฟชุมทางถนนจิระจนทุกวันนี้) [2]
เมื่อปี พ.ศ. 2339 โม เมื่ออายุได้ 25 ปี ได้แต่งงานสมรสกับนายทองคำขาว พนักงานกรมการเมืองนครราชสีมา ต่อมานายทองคำขาว ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระภักดีสุริยเดช" ตำแหน่งรองปลัดเมืองนครราชสีมา นางโม จึงได้เป็น คุณนายโม และต่อมา "พระภักดีสุริยเดช" ได้เลื่อนเป็น "พระยาสุริยเดช" ตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา คุณนายโมจึงได้เป็น คุณหญิงโม[2] ชาวเมืองนครราชสีมาเรียกท่านทั้งสองเป็นสามัญว่า "คุณหญิงโม" และ "พระยาปลัดทองคำ" ท่านเป็นหมันไม่มีทายาทสืบสายโลหิต ชาวเมืองนครราชสีมาทั้งหลายจึงพากันเรียกแทนตัวคุณหญิงโมว่า "แม่" มีผู้มาฝากตัวเป็นลูกหลานกับคุณหญิงโมอยู่มาก ซึ่งเป็นกำลังและอำนาจส่งเสริมคุณหญิงโมให้ทำการใด ๆ ได้สำเร็จเสมอ หนึ่งในลูกหลานคนสำคัญที่มีส่วนร่วมกับคุณหญิงโม เข้ากอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ คือ นางสาวบุญเหลือ[2]
ท้าวสุรนารีเป็นคนมีสติปัญญาหลักแหลม เล่นหมากรุกเก่ง มีความชำนาญในการขี่ช้าง ขี่ม้า มีม้าตัวโปรดสีดำ และมักจะพาลูกหลานไปทำบุญที่วัดสระแก้วเป็นประจำเสมอ[2]ท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2395 (เดือน 5 ปีชวด จัตวาศก จศ. 1214) สิริรวมอายุได้ 81 ปี

ตราประจำจังหวัดนครราชสีมา แสดงภาพอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีและประตูชุมพล

วีรกรรมและบำเหน็จความ[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: กบฏเจ้าอนุวงศ์
เมื่อพุทธศักราช 2369 เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ เป็นกบฏต่อกรุงเทพมหานคร ยกกองทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมาได้ แล้วกวาดต้อนครอบครัวชาวนครราชสีมาไป คุณหญิงโม และนางสาวบุญเหลือรวบรวมครอบครัวชาย หญิงชาวนครราชสีมาที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เข้าต่อสู้ฆ่าฟันทหารลาวล้มตายเป็นอันมาก ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ แขวงเมืองนครราชสีมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2369 ช่วยให้ฝ่ายไทยสามารถกอบกู้เมืองนครราชสีมากลับคืนมาได้ในที่สุด[ต้องการอ้างอิง]
เมื่อความทราบไปถึง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณหญิงโม ขึ้นเป็น ท้าวสุรนารี เมื่อ วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 เมื่อคุณหญิงโมมีอายุได้ 57 ปี พร้อมกับพระราชทานเครื่องยศ มีต่อไปนี้
  • ถาดทองคำใส่เครื่องเชี่ยนหมาก 1 ใบ
  • จอกหมากทองคำ 1 คู่
  • ตลับทองคำ 3 ใบเถา
  • เต้าปูนทองคำ 1 ใบ
  • คนโท และขันน้ำทองคำอย่างละ 1 ใบ[ต้องการอ้างอิง]
เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2524 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานบรมราโชวาทมีความตอนหนึ่งว่า
....ท้าวสุรนารี เป็นผู้ที่เสียสละเพื่อให้ประเทศชาติได้อยู่รอดปลอดภัย
ควรที่อนุชนรุ่นหลัง จะได้ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน
บ้านเมืองทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน การหวงแหน คือ ต้องสามัคคี
รู้จักหน้าที่ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ชาวนครราชสีมาได้แสดงพลังต้องการ
ความเรียบร้อย ความสงบ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ชาติกลับปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง
แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวเราและรอบโลก จะผันผวนและ ล่อแหลมมาก
แต่ถ้าทุกคนเข้มแข็ง สามัคคี กล้าหาญ และเอื้อเฟื้อต่อกันชาติก็จะมั่นคง....[3]

อนุสาวรีย์[แก้]


กู่อัฐิท้าวสุรนารี วัดพระนารายณ์มหาราช
เมื่อท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปีพุทธศักราช 2395 อายุ 81 ปี เจ้าพระยามหิศราธิบดีผู้เป็นสวามี ได้ฌาปนกิจศพ และสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอยซึ่งท้าวสุรนารีได้สร้างไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเจดีย์ชำรุดลง พลตรีเจ้าพระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครั้นเมื่อยังเป็น พระยาประสิทธิศัลการ ข้าหลวงเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา องคมนตรี และรัฐมนตรี ได้บริจาคทรัพย์สร้างกู่ขนาดเล็ก บรรจุพระอัฐิท้าวสุรนารีขี้นใหม่ที่วัดกลาง (วัดพระนารายณ์มหาราช) สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ร.ศ.118 (พ.ศ. 2442) ต่อมากู่นั้นได้ทรุดโทรมลงมาอีก อีกทั้งยังอยู่ในที่แคบ ไม่สมเกียรติ พระยากำธรพายัพทิศ (ดิส อินทรโสฬส) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายพันเอกพระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกที่ 5 พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมาได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งทางกรมศิลปากรได้มอบให้ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบร่วมกับ พระเทวาภินิมมิตร (ฉาย เทียมศิลปไชย) ประติมากรเลื่องชื่อในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม พ.ศ. 2510 ทั้งนี้ได้อัญเชิญอัฐิของท่านนำมาบรรจุไว้ที่ฐานรองรับ และประดิษฐานไว้ ณ ที่หน้าประตูชุมพล อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 1.85 เมตร หนัก 325 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนฐานไพที สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองซึ่งบรรจุอัฐิของท่าน แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน ในท่ายืน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร นับเป็นอนุสาวรีย์ของสามัญชนสตรี คนแรกของประเทศ เริ่มก่อสร้างในปี 2476 แล้วเสร็จ และ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2477[4]โพธิสัตว์(โต. ในงานพิธีเปิดนี้ จึงได้มีการสร้างเหรียญไว้เป็นที่ระลึก โดยมี สมเด็จมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระคณาจารย์สายพระอาจารย์มั่น - พระอาจารย์เสาร์ ร่วมพิธีปลุกเสกที่ วัดสุทธจินดา ชาวเมืองนครราชสีมารัก และหวงแหนเหรียญรุ่นนี้กันมาก เพราะถือกันว่านี่คือ เหรียญแห่งชัยชนะ เพื่อศรีสง่าแห่งบ้านเมือง และเชิดชูเกียรติ ท้าวสุรนารี วีรสตรีไทยตลอดกาล[5] และทางกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นโบราณสถานวัตถุแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480[6] ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 ฐานอนุสาวรีย์ชำรุด ข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมาโดยนายสวัสดิวงศ์ ปฏิทัศน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น เป็นประธาน ได้ร่วมใจกันสร้าง ฐานอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี ขึ้นใหม่ ณ ที่เดิม เพื่อให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง และเชิดชูเกียรติท้าวสุรนารี วีรสตรีไทยตลอดกาลนาน แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510[7]
ทางจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมทั้งประชาชนชาวนครราชสีมา ได้การจัด งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) เป็นงานประจำปีของจังหวัด เพื่อเป็นการเคารพสักการะ เชิดชูเกียรติ ในวีรกรรมของท้าวสุรนารี และเหล่าบรรพบุรุษของชาวนครราชสีมา จัดขึ้นบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด กำหนดจัดระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน ของทุกปี
        ครับนี่คือประวัติท่านท้าวสุรนารีหรือที่เราเรียกท่านว่าคุณย่าโมของชาวโคราชและชาวไทยทุกคน สนใจดูดวงโคราชตำราพระอาทิตย์ติดต่อได้ที่ลิ้งนี้ไดครับ ติดต่อดูดวงโคราช และขอเชิญคนไทยมาเที่ยว จ.นครราชสีมา (โคราช) กันเยอะๆเด้อ คำขวัญเมืองโคราช เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน 
        ขอบคุณวิถีพีเดียอย่างสูง
        พ.ยินดี/ดูดวง

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ตำราปลูกต้นไม้/ดูดวงโคราช



ตำราการปลูกต้นไม้/ดูดวงโคราช
               
            สวัสดีครับวันนี้ผมไม่ได้มาพาผู้อ่านมาดูดวงโคราชตำราพระอาทิตย์ แต่จะแนะนำการปลูกต้นไม้ตามตำราของท่านโหราจารย์ สอนกันสืบๆมาว่า ในการปลูกพืชพันธ์ุธัญญาหาร ท่านให้ทำตามนี้เถิด

              วันอาทิตย์ ท่านให้ปลูก ต้นขิง ข่า ตะไคร้ เผือก มัน หรือพืชลักษณะที่ให้หัว หรือเง่า
              วันจันทร์   ท่านให้ปลูก ต้นแมงรัก ผักกาด โหระพา หรือพืชที่ให้ใบเป็นของนำมาปรุงอาหารได้
             วันอังคาร  ท่านให้ปลูก  ต้นไม้จำพวกเป็นเครือ  เถาพืชเลื้อยเช่นตำลึง  แตงโม น้ำเต้า แตงร้าน เป็นต้น
              วันพุธ  ท่านให้ปลูก  ต้นไม้ที่ให้ดอกปรุงอาหาร  หรือบูชาพระ  เช่น  พันธ์ุไม้ดอก นานาชนิด
         วันพฤหัสบดี  ท่านให้ปลูก  ต้นไม้ที่ให้ฝัก และรวง เช่น ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง เป็นต้น
              วันศุกร์   ท่านให้ปลูก  ต้นไม้ที่ให้ผล เช่น มะม่วง ส้ม ฝรั่ง ละมุด ลางสาด ลิ้นจี่ ทับทิม เป็นต้น
              วันเสาร์  ท่านให้ปลูก  ต้นไม้ยืนต้นที่ให้คุณทั่วไป
              ถ้าจะปลูกพืชดังกล่าวมาแล้วนั้น  ท่านให้เลือกเวลาปลูกดังต่อไปนี้คือ.-
              ถ้าปลูกตอนเช้า             ท่านว่า            ปลูกเอาผล
              ถ้าปลูกตอนสาย                 "                 ปลูกเอาลำต้น
              ถ้าปลูกตอนสายแก่            "                 ปลูกเอาใบ
              ถ้าปลูกตอนเย็น                 "                 ปลูกเอาเง่าและหัว แล.
          ครับช่วงนี้ต้นเดือน พ.ย.๖๒    ก็จะเข้าหน้าหนาวแล้วถ้าท่านผู้อ่านจะนำตำรานี้ไปปลูกก็จะดีเช่นปลูกต้น แมงรัก ผักกาด กระเพราะ ไว้ทำกับข้าวช่วยประหยัดเงินดีต่อสุขภาพ และถ้าผู้อ่านอยากรู้ว่าสุขภาพของท่านเป็นอย่างไรผมขอแนะนำมาดูดวงโคราชตำราพระอาทิตย์ได้ครับสนใจคลิกไปหน้าเว็ป

             ด้วยความเคารพมาจากตำราพรหมชาติ
                                    พ.ยินดี
                                 ดูดวงโคราช

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ดูดวงโคราช/โคนันทิวิสาล



ดูดวงโคราช/โคนันทิวิสาล
               คือในคร้ั้งก่อนโน้น  มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเลี้ยงลูกโคด้วยความรักเหมือนกับบุตรให้กินข้าวต้มข้าวสวยเป็นต้นเหมือนมนุษย์   ให้ชื่อว่าโคนันทิวิสาล เมื่อโคนันทิวิสาลโตขึ้นก็มีกำลังยิ่งกว่าโคอื่น ๆ 
โคนันทิวิสาลนั้นคิดจะหาทางตอบแทนคุณพราหมณ์นั้นอยู่เสมอ       อยู่มาวันหนึ่งโคนันทิวิสาลจึงบอกพราหมณ์ว่า ท่านจงไปขอพนันกับโควินทกะเศรษฐีว่าโคของเราอาจลากเกวียน ๑๐๐ เล่ม  อันเต็มไปด้วยกรวดทรายได้ ถ้าเศรษฐีไม่เชื่อจงขอพนันด้วยทรัพย์พันตำลึงพราหมณ์ก็ไปกระทำตามคำของโคแล้ว     กลับมาบรรทุกกรวดทรายให้เต็ม ๑๐๐ เล่ม เกวียนผูกเกวียนติดกันไว้แล้วให้โคนันทิวิสาลอาบน้ำเจิมด้วยแป้งหอม ๕ แห่ง  เอาพวงมาลัยสวมให้ที่คอแล้วจูงไปเทียมเกวียนเล่มหน้าครั้นแล้วพราหมณ์ก็ขึ้นนั้งบนเกวียน       ยกปะฎักขึ้นทำท่าเหมือนจะแทงพร้อมกับกล่าวคำหยาบออกไปว่า    เฮ็ยโคโกงโคขี้เกียจเจ้าจงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้     เมื่อโคนันทิวิสาลได้นั่งก็ไม่พอใจจึงยืนนิ่งเสีย    พราหมณ์ก็หนี้เศรษฐีเสียทรัพย์ไป     พันตำลึงแล้วก็ปล่อยโคไป     เมื่อโคไปเที่ยวหากินจนกระทั่งเย็นกลับมาเห็นพราหมณ์นอนซบเซาอยู่ก็นึกเอ็นดู     จึงบอกให้ไปขอพนันใหม่เป็นทรัพย์สองพันตำลึง     แต่สั่งว่าอย่าพูดคำหยาบอีก     เมื่อพราหมณ์ไปขอพนันใหม่ได้แล้ว    ก็นำโคนันทิวิสาลขึ้นเทียมเกวียนแล้วขึ้นนั่งบนเกวียนเอามือลูบหลังโคแล้วว่า    ลูกเอ๋ย    เจ้าจงลากเกวียน ๑๐๐ เล่มนี้ไป  จงช่วยพ่อ    เมื่อโคนันทิวิสาลได้ฟังก็เกิดกำลังใจ     ลากเกวียน ๑๐๐ เล่มนั้นไปได้     ทำให้พราหมณ์ชนะเศรษฐีได้ทรัพย์ ๒ พันตำลึงแล้วกลับไป       มาชาติสุดท้ายพราหมณ์นั้นได้มาเกิดเป็นพระอานนท์    โคนันทิวิสาลได้มาเกิดเป็นพุทธเจ้าจบเรื่องนี้  นันทิวิสาลชาดกเอกนิบาตเท่านี้
               เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าคนเราย่อมมีวาจาเป็นสำคัญ      ควรอ่อนหวานไว้เป็นการดี  มีสุภาษิตว่าอ่อนหวานวาจกแจ้ง จับใจนะเฮย  อ่อนโอฐสุจริตลิ้นเล่ท์เนื้อ  เจือทอง  ดังนี้.
                 สวัสดีครับท่านผู้อ่านผมประสงค์ให้ท่านได้สาระคติธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่าลืมคลิกชมโฆษณาฟรีเพื่อสนับสนุนผู้พิมพ์ และถ้าสนใจดูดวงโคราชตำราพระอาทิตย์เชิญคลิกที่ ติดต่อดูดวงโคราชหน้าเว็ปไซต์ ได้นะครับท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกคนมีความสุขและโชคดีนะครับสวัสดีครับ


มาจากหนังสือพระเจ้า๕๐๐ชาติ

พ.ยินดี
ดูดวงโคราชตำราพระอาทิตย์

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ดูดวงโคราช/แก้หนักให้เป็นเบา




                            ดูดวงโคราช/แก้หนักให้เป็นเบา
               
            คือในครั้งก่อนโน้น     มีชาวนาคนหนึ่งไปทำนาที่บ้านเก่าของเศรษฐีคนหนึ่ง       ซึ่งฝังทองคำแท่งใหญ่ประมาณเท่าขายาวศอกไว้แห่งหนึ่ง  เมื่อชาวนาคนนั้นไถนาไปถึงที่นั้น       ไถก็ไปโดนแท่งทองเข้าจนหยุดกึก 
ชาวนาคนนั้นเข้าใจว่าโดนก้อนหิน     จึงวางทางไถไปขุดดู พอพบเหมือนกับก้อนหินก็ลากขึ้นมาพอลากขึ้นมาพ้นน้ำจึงรู้ว่าแท่งทองคำ    จึงคิดว่าจะแบกไปบ้านยกเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น     ครั้นทิ้งไว้ก็กลัวคนอื่นจะมาเห็นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อคิดไปคิดมา     จึงนึกขึ้นได้ว่าเราจะแบ่งทองคำนี้ออกเป็น ๔ ส่วนคือจะขายกินส่วนหนึ่ง จะเก็บไว้ส่วนหนึ่ง    จะลงทุนส่วนหนึ่ง    จะทำบุญส่วนหนึ่ง    พอคิดได้อย่างนี้ก็ยกแท่งทองคำนั้นขึ้นได้เหมือนกับของเบา     เมื่อไปถึงบ้านก็แบ่งออกเป็นสี่ส่วนตามที่คิดไว้          มาชาติสุดท้ายชาวนาผู้นั้นก็ได้เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า         จบเรื่องแก้หนักให้เป็นเบาในกาญจนักขันธชาดกเอกนิบาต
            เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า         เมื่อเกิดหนักใจในเรื่องใดควรคิดหาอุบายแก้ให้เบาลงในเรื่องนั้นจึงจะเป็นการดี ครับขอเชิญผู้อ่านสนับสนุนเว็ปไซต์ดูดวงโคราชด้วยการคลิกชมโฆษณาและถ้าสนใจดูดวงโคราชตำราพระอาทิตย์ก็คลิกที่ไปที่เว็ปไซต์ ท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกคนโชคดีนะครับ


มาจากหนังสือพระเจ้า๕๐๐ชาติด้วยความเคารพ

                              พ.ยินดี
               ดูดวงโคราช/ตำราพระอาทิตย์

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ดูดวงโคราช/อย่าโกรธเมื่อใครติเตียนพระพุทธเจ้า


              
             ดูดวงโคราช/อย่าโกรธเมื่อใครติเตียนพระพุทธเจ้า
              
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !   คนเหล่าอื่นอาจกล่าวติเตียนเรา  ติเตียนพระธรรม   หรือติเตียนพระสงฆ์.ท่านทั้งหลายไม่พึงผูกอาฆาต  ขุ่นเคือง  ไม่พอใจในบุคคลเหล่านั้น.  เพราะถ้าท่านทั้งหลายโกรธเคือง  หรือไม่พอใจในบุคคลที่กล่าวติเตียนเรา  ติเตียนพระธรรม  หรือติเตียนพระสงฆ์นั้น.  อันตรายเพราะความโกรธเคืองนั้นก็จะพึงเป็นของท่านทั้งหลายเอง.  ถ้าท่านทั้งหลายโกรธเคือง  หรือไม่พอใจในบุคคลที่กล่าวติเตียนเรา ติเตียนพระธรรม  หรือติเตียนพระสงฆ์  จะรู้ได้ละหรือว่า  คำกล่าวของคนเหล่าอื่นนั้น  เป็นคำกล่าวที่ดี (สุภาษิต) หรือไม่ดี (ทุพภาษิต) ?  "ไม่ทราบ  พระเจ้าข้า." "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  ท่านทั้งหลายพึงชี้แจง (คลี่คลาย) เรื่องที่ไม่เป็นจริง  ให้เห็นว่าไม่เป็นจริง  ในข้อที่คนอื่นกล่าวติเตียนเรา  ติเตียนพระธรรม  หรือติเตียนพระสงฆ์   ให้เขาเห็นว่าข้อนั้นไม่จริง  ข้อนั้นไม่แท้   ข้อนั้นไม่มีในพวกเรา   ข้อนั้นไม่ปรากฎในพวกเราดังนี้."

พรหมชาลสูตร  ๙/๓
                  
                มาจากหนังสือพระไตรปิฏกฉบับประชาชน

                                          พ.ยินดี
                                      ดูดวงโคราช